เป็นคนดีก็พอแล้ว….หรือไม่พอ

Copied from “นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ ๔๑ ประจำวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑

“เราเป็นคนดีก็พอแล้วนี่ ไม่เห็นจำเป็นต้องไปนอนอยู่ว้งอยู่วัดอะไรอย่างนั้นเลย
แค่รักษาศีล ๕ ทำบุญทำทาน ไม่เบียดเบียนใคร เป็นคนดีของสังคมก็พอแล้ว
นี่ล่ะค่ะ คำสำคัญที่ได้ยินบ่อย ๆ เลย
แค่เราเป็นคนดีก็พอแล้ว…
การเป็นคนดี อาจจะ “พอ” แล้วจริง ๆ ถ้าเราเกิดมาในยุคที่ไร้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา แต่เมื่อเราเกิดมาในกาลที่ยังมีโอกาสได้สดับตรับฟังความจริงอันเป็นที่สุดจากพระพุทธเจ้า เสมือนมีผู้ปลดปมผ้าผูกตาสีดำที่ปิดมายาวนานของเราให้คลายออก เปิดเปลือกแห่งมายา และชี้เส้นทางไปสู่ประตูออกจากการเดินทางอันเวิ้งว้างยาวนานราวกับไม่มีที่สิ้นสุดนี้ได้

เราจะรู้สึกเลยว่า การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งนี้ แค่เป็นคนดี… ไม่พอ อย่างน้อย ไม่ต้องมองไปไหนไกล เอาแค่ชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า เป็นคนดี ก็ยัง “ทุกข์”

คนดี… ยังถูกนินทาว่าร้าย คนดี… ยังถูกคนรักทิ้ง ยังผิดหวัง ยังพลัดพราก ยังป่วยไข้ ยังมีคนริษยา ยังธุรกิจล้มไม่เป็นท่า ยังเผชิญหน้ากับความตาย ฯลฯ หลายคนในโลก ก็ยังคงได้ชื่อว่าเป็นคนดี..แต่กลับหาทางออกให้กับตัวเองในสถานการณ์เหล่านี้ไม่เจอ และกระทั่ง อาจร้องไห้ฟูมฟายทำร้ายตัวเองในเวลาที่เศร้าอย่างที่สุดได้ด้วยซ้ำไป

ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว แก่นอันเป็นที่สุดของศาสนาพุทธ แจกแจงและบอกไว้ให้หมดแล้วว่า เราจะอยู่กับโลกอย่างไรโดยไม่ต้องเป็นทุกข์ แต่เหมือนหลายคนจะพอใจอยู่แค่ที่ว่า ไปวัดทำบุญ ใส่ซองผ้าป่า ชวนกันไปเวียนเทียน หรือถวายสังฆทาน ฯลฯ แล้วก็กลับออกจากวัดมาหน้ามืดหน้ามัวเหมือนเดิม โดยที่ไม่เคยรู้ หรือมีความสนใจใคร่ศึกษาให้รู้ลงไปเลยว่า ที่สุดของพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้ามุ่งตรัสสอนนั้น ทรงมุ่งชี้แนะสิ่งใดกันแน่

 

15 thoughts on “เป็นคนดีก็พอแล้ว….หรือไม่พอ

  1. 😀 มีทางดีๆให้เดินก็ไม่ยอมเดินกัน มีสิ่งดีๆที่ถูกค้นพบมาได้ด้วยความยากลำบาก เพื่อให้ศึกษาและเดินตามแต่กลับไม่มีใครสนใจศึกษาเรียนรู้ น่าเสียดายจริงๆ การทำสังฆทาน,ใส่ซองผ้าป่า,ทำบุญเล็กๆน้อยๆที่ทำกันนั้นมันก็ให้ผลบุญอยู่แต่น้อยมากๆ เช่น ถวายผ้าป่า 10 กองยังได้บุญน้อยกว่านั่งวิปัสสนากรรมฐานเพียงแค่ 1 ครั้งเสียอีกแถมผลบุญตามสนองคุณรวดเร็วแบบติดจรวจอีกต่างหาก ในทางพุทธศาสนาเขาเรียกกันว่า “ปฏิบัติบูชา” ถือว่าให้คุณที่สุดแล้ว😛

  2. เคยอ่านหนังสือพบข้อมูลคล้ายกับที่ ShijiemiS แปะเอาไว้จริงๆ ทำบุญกันแต่เปลือก หรือทำบุญกันแบบหน้ามืดตามัว มันไม่ได้บุญหรอก

  3. ทำบุญแล้วต้องหัด อบรมจิตใจตัวเองด้วยถึงจะดีครับ

    เคยเหมือนกันหิ้วถังสังฆทานไปถวายพระ วัดใหญ่ในกรุงเทพตั้งใจทำบุญ
    พอไปถึงเจอหลวงพ่อพูดมาก บ่นนู้นนี้จนผมรู้สึกจิตใจขุ่นมัว จิตตก คล้ายๆจะไม่ได้บุญเลย…

  4. ธรรมชาติของน้ำ
    ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำอยู่เสมอ

    ธรรมชาติของคนก็เช่นกัน หากไม่หมั่นฝึกตนแล้วไซร้
    คงไม่ได้โผล่พ้นโคลนตม

    .

    นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับนี้ยังไม่ได้อ่านทั้งหมดเลยค่ะ
    คงต้องไปคลุกโคลนเล่นอีกแล้วสิเรา 5555+

  5. อ่านแล้วมึน เลื่อนลอย ประมาณว่า “กูเจ๋ง…กูมีทีเด็ดกว่าคนอื่น” ที่จริงแล้วไม่มีอะไรมาก

    มันมีอยู่แค่สองทางให้เลือก

    1.โลกียะ
    2.โลกุตระ

    เกิดมาเป็นคนชาตินึง “ต้อง” เลือกเดินเอา ถ้าเลือกเดินทางโลกียะ นั่นแปลว่าไม่หวังในนิพพานในชาตินี้ แต่ต้องไปให้มันสุดทางทุนนิยม… อย่าง “มั่งมีศรีสุข” โดยมีหลักธรรมเป็นตัวประคอง พุทธทาสเรียก ธรรมิกสังคมนิยม

    แต่ถ้าเลือกเดินสายโลกุตระ นั่นแปลว่าต้องหวังมรรคผลนิพพาน สถานเดียว ไม่มีการ “กั๊กๆ” ไม่มีคำว่า “สายกลาง” เข้าป่าหายสาปสูญไปเลย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s